สำหรับการปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศในอินโดจีนที่เปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น มีการเปิดโอกาสให้มีการลงทุนจากต่างชาติ และให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน
ทั้งนี้กล่าวได้ว่านโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของลาวและเวียดนามนั้นไม่ต่างจากการพัฒนาประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นั่นคือมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม โดยใช้นโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industry) ซึ่งเป็นการพัฒนาที่เลียนแบบ 4 เสือแห่ง
เอเชียคือเกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์
ลาวและเวียดนามเองก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุน มีสำนักงานส่งเสริมการลงทุน และให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยเองก็มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 6 และไทยถือว่าเป็นอันดับ 1 ที่เข้าไปลงทุนในลาว
อย่างไรก็ตามแม้ว่าการพัฒนาประเทศตามนโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจะทำให้ลาวและเวียดนามมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ปัญหาสังคมอื่นก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา เช่นจากเดิมจะไม่มีโสเภณีแต่ปัจจุบันผู้หญิงบริการเหล่านี้มีมากขึ้น รวมทั้งประเพณีต่างๆก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
-ระบอบสมบูรณายาสิทธิราช ยังมีอยู่เพียงประเทศเดียวคือบรูไน มีสุลต่านฮัสนัน โบเคี่ยเป็นประมุขทั้งการบริหารและประมุขของประเทศ
การที่บรูไนสามารถดำรงระบบสมบูรณายาสิทธิราชไว้ได้เพราะประชาชนชาวบรูไนมีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการทุกอย่างจากรัฐฟรีทั้งหมด
-ระบอบเผด็จการโดยคณะบุคคล หรืออำนาจนิยมโดยคณะบุคคล (Authoritarian Rule) คือสหภาพพม่า โดยคณะบุคคลที่เป็นทหารคือสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือ SPDC (The State Peace and Development Council ) ซึ่งเปลี่ยนชื่อจาก SLOCK- The State Law and Order Restoration Council หรือสภาฟื้นฟูกฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งรัฐ เมื่อ 5ปีที่ผ่านมา แต่รูปแบบของการปกครองไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของพม่าก็คือเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดด่างพร้อยของภูมิภาคนี้คือวิกฤติการณ์ 8/8/88 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990
วิกฤติการณ์ 8/8/88 เป็นเหตุการณ์รุนแรงในพม่าที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 ซึ่งเกิดจากนโยบายปิดประเทศของพม่าที่เรียกว่าสังคมนิยมแบบพม่าที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในปี 2537 ที่เศรษฐกิจของพม่าเกิดความตกต่ำ การส่งสินค้าออกลดลงเป็นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติตกต่ำ นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาทางการเงินการคลัง เช่นภาวะเงินเฟ้อข้าราชการไม่มีเงินเดือน และพม่ากลายเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในโลก หรือ LDC –Less Developed Country ซึ่งช่วยให้พม่าได้รับการประนีประนอมในเรื่องหนี้สิน
ปี 1988 ค่าเงินของพม่าตกต่ำลงถึง 500% จนพม่าต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยการกู้เงินจากญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐ
รัฐบาลพม่าได้ใช้วิธีการยกเลิกธนบัตรจั๊ตบางราคาทำให้ประชาชนที่ถือธนบัตรในมือได้รับความเดือดร้อน และประชาชนเริ่มรวมตัวกันเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาในทางเศรษฐกิจ และได้ลุกลามเป็นการเรียกร้องทางการเมือง
เดือนมีนาคมนักศึกษาเกิดการปะทะกับทหารพม่าจนถึงขั้นเสียชีวิตทำให้การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยขยายตัวไปทั่วประเทศโดยเฉพาะนักศึกษาและพระสงฆ์ในพม่าที่ถือว่ามีบทบาททางการเมืองสูงมาก
เดือนกรกฎาคม ปี 1988 นายพลเนวินที่อยู่ในตำแหน่งมายาวนานกว่า 26 ปีลาออกจากตำแหน่ง แต่การเดินขบวนก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระมั่งวันที่ 8 เดินสิงหาคม แต่รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองแทนเนวินใช้วิธีการปราบปราบประชาชนอย่างรุนแรงมีประชาชนตายนับพันคน และมีหลายส่วนที่ต้องอพยพมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย
ต่อมานายพลซอหม่องก็เข้ายุดอำนาจในเดือนกันยายน และมีการประนีประนอมโดยประกาศจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งในปี 1990 และมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจำนวนมาก และทหารเองก็ตั้งพรรค NUP-National Unity Party หรือพรรคเอกภาพแห่งชาติขึ้นมาเมื่อ 26 กันยายน 1988 นอกจากนี้ยังมีพรรค NLD –National League for Democracy Partyหรือพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย และยังมีพรรคการเมืองอื่นกว่า 200 พรรค
วันที่ 27 พฤษภาคม 1990 จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของพม่าที่จัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากปกครองในระบอบเผด็จการมายาวนาน
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนชาวพม่ามีความตื่นตัวมากโดยผู้มีสิทธิ 28 ล้านกว่าคนออกมาใช้สิทธิถึง 70% และพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด จาก 485 ที่นั่ง คือพรรค NLP ได้ 392 ที่นั่ง โดยพรรคของทหารได้เพียง 10 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นของพรรคเล็กๆอื่นๆ
อย่างไรก็ตามปรากฎว่ารัฐบาลเผด็จการของซอหม่องในเวลานั้นไม่ยอมมอบอำนาจพรรค NLD จัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาบริหารประเทศโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญยังร่างไม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอีกครั้งเมื่อประชาชน นักศึกษาและพระสงฆ์ออกมาประท้วง ขณะที่ผู้นำของพรรคคือนางอองซานซูจีก็ถูกกักบริเวณหลายครั้ง
การต่อสู้ของอองซานซูจีเพื่อประชาธิปไตยทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 1991 และได้รับรางวัลจากรัฐสภายุโรป
นั่นคือการปกครองของพม่าซึ่งสร้างปัญหาให้กับภูมิภาคนี้มากพอสมควร และกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในความสัมพันธ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ในฐานะที่พม่าเป็นสมาชิกของอาเซียน
สภาพเศรษฐกิจ สังคม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นมีความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม เนื่องจากบางส่วนได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดีย คือประเทศที่นับถือศาสนาพุทธคือไทย พม่า ลาวและกัมพูชา ส่วนเวียดนามนั้นได้รับอิทธิทางด้านวัฒนธรรมจากจีน จนเรียกว่าเป็นมังกรน้อยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากจีนปกครองเวียดนามเป็นพันปี ขณะอิทธิพลของอิสลามก็ปรากฏอยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่ปรากฏอยู่ในฟิลิปปินส์ ขณะที่สิงคโปร์นั้นเป็นสังคมพหุมีคนหลายเชื้อชาติศาสนาไปอยู่รวมกัน
ในแง่ของระดับการพัฒนาเศรษฐกิจก็มีความแตกต่างกัน นั่นคือมีบางประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง บางประเทศก็มีระดับการพัฒนาที่ต่ำมาก
ความหลากหลายและแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาและระดับการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เป็นอุปสรรค ที่สำคัญประการหนึ่งในการรวมตัวกันของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ซึ่งพอจะสรุปปัญหาได้ดังต่อไปนี้
ปัญหาสำคัญของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นประเทศด้อยพัฒนา เศรษฐกิจผูกพันกับการเกษตร และต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ ทำให้ถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจตลอดเวลา ยกเว้นสิงคโปร์เท่านั้นที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับสูง
2.ประเทศสมาชิกในภูมิภาคนี้ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งปัญหาความไม่เป็นเอกภาพเป็นสภาพภายในแต่ละประเทศด้วย เช่นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จะมีปัญหาความขัดแย้งในประเทศอยู่เสมอ แม้กระทั่งมาเลเซียเองก็มีความขัดแย้งในด้านเชื้อชาติ รวมถึงในพม่าด้วย
3.ปัญหาทางการเมืองการปกครอง ประเทศในภูมิภาคนี้จะนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้การปกครองประเทศ แต่มักจะเกิดปัญหาในการนำเอามาใช้ทำให้การเมืองยังไม่มีการพัฒนา ขณะเดียวกันก็มีรูปแบบการเมืองการปกครองที่หลากหลาย
4.ประเทศในภูมิภาคนี้จะตกอยู่ในวังวนของการแทรกแซงโดยมหาอำนาจตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นในยุคอาณานิคมก็ตกเป็นอาณานิคม พอหมดยุดล่าอาณานิคมก็ถูกครอบงำด้วยจักรวรรดิแบบใหม่ (Neo-Imperialism) ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการพึ่งพากันระหว่างประเทศ แต่ในการพึ่งพากันนี้ฝ่ายมหาอำนาจจะได้เปรียบ และประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถหลุดออกจากวังวนของการพึ่งพา โดยถูกแทรกแซงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น