วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1

โดยสรุปที่ผ่านมาอาจารย์ได้พูดถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้ว่ามีความสำคัญทำให้เป็นที่หมายปองของมหาอำนาจและกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาค 
ถ้าเราจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตามทฤษฎีสนามบอกว่าในโลกนั้นเหมือนกับเวทีที่มีตัวแสดง การแสดงก็คือบทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเอง แต่บางครั้งการแสดงบทบาทตรงนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาและการที่รัฐจะดำเนินนโยบายอะไรขึ้นอยู่ขีดความสามารถของรัฐ ค่านิยม
นอกจากนี้เราอาจจะมองในแง่ของทฤษฎีระบบ ที่มองว่าโลกจะมีความสัมพันธ์ในหลายระดับ ประเทศมหาอำนาจ องค์การระหว่างประเทศจะเป็นผู้แสดงสำคัญในระบบใหญ่ที่เรียกว่า Dominant System ส่วนประเทศเล็กก็แสดงบทบาทในระบบย่อย หรือ Sub-System แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามหาอำนาจจะมีแสดงบทบาทรุกล้ำเข้าไปในระบบย่อย เพื่อแสวงหาประโยชน์ ดังนั้นระบบใหญ่จึงมีอิทธิพลต่อระบบรองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เช่นวิกฤติการณ์ 11 กันยายน 2544 เหตุผลที่สำคัญมาจากประเทศเล็กต้องการตอบโต้การรุกล้ำหรือเอารัดเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนา แต่สิ่งที่สหรัฐทำก็คือเข้าโจมตีประเทศเล็กในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถสูงมาก
ดังนั้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอำนาจคือธรรมมหาอำนาจก็เข้าไปรุกล้ำประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องตกอยู่ในวังวนของการพึ่งพาและการเอารัดเอาเปรียบอย่างดิ้นไม่หลุด
(ตอนที่มหาเธร์ประกาศหลั่งน้ำตาลาออกจากตำแหน่ง ก็ให้สัมภาษณ์ว่าการที่ท่านลงตำแหน่งเพราะว่าแม่สอนว่าเมื่อทานอาหารอิ่มแล้วให้หยุดทาน เช่นเดียวกับท่านที่ทานอำนาจจนอิ่มแล้วก็ต้องพอ )
1. แนวคิดการรวมกลุ่ม
การรวมกลุ่มหรือการบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคได้เกิดขึ้นมากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นแบบแผนใหม่ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (New International Economic Order) ประเทศต่าง ๆ แทนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศตนอย่างลำพังดังที่เคยทำมาก็มารวมกลุ่มกันแทน แบบแผนใหม่นี้กลายเป็นปฏิญญาสากลตามมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2517 
สาระสำคัญของปฏิญญาดังกล่าวระบุถึงการร่วมมือกันของประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้หลักการให้ประโยชน์พิเศษ ทั้งโดยทำเองและโดยรวมกันในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเทคนิค
แนวความคิดเรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (Regional Economic Integration/Cooperation) ได้มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นเครื่องมือในการรวมตัวกันด้านการค้าและพัฒนาเศรษฐกิจ เกิดขึ้นมากในช่วงกลางทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2510-2520) อาเซียนก็ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ.1967) มีสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ มีจุดมุ่งหมายคือ
-ความร่วมมือและพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน
-ความร่วมมือทางด้านการเมือง สังคม และวัฒนธรรม
อาเซียนนั้นมีผู้วิจารณ์ว่า การร่วมมือทางเศรษฐกิจไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนักจะมีความร่วมมือทางด้านการเมืองมากกว่า
การที่ประเทศทั้งหลายรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจมากมายในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เพราะในช่วงนั้นมีการรวมตัวกันของประเทศพัฒนาแล้ว โดยในยุโรปจะรวมตัวกันตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใหม่ ๆ เพราะยุโรปได้รับความเสียหายจากสงครามมาก และยุโรปได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯตามแผนการมาร์แชลใน ค.ศ.1957 การรวมกลุ่มกันของประเทศยุโรปครั้งนี้เรียกว่า ประชาคมยุโรป (European Economic Community: EEC) เป็นการจุดประกายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้กระจายออกไปทั่วโลก เนื่องจากการรวมกลุ่มของ EEC นั้นประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ECC เช่น ประชาคมถ่านหินเหล็กกล้าแห่งยุโรป 
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคนสำคัญที่ได้สรุปแนวความคิดเรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไว้ประกอบด้วย
2.1 Karl W. Deutch (คาร์ล ดับเบิ้ลยู ดอยช์) ให้ทัศนะไว้ว่า การบูรณาการให้เกิดประชาคม (Community) ที่มีความมั่นคงถึงระดับ Security Community ประเทศสมาชิกต้องมีจิตสำนึกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้โดยมีกลไกการตัดสินใจร่วมกันจนอาจมอบอำนาจการตัดสินใจนั้นให้องค์กรกลางทำหน้าที่แทนได้ 
แนวคิดของดอยช์นี้สอดคล้องกับความเป็นไปในปัจจุบัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือประชาคมยุโรปที่พัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปแล้ว

2.2 Ernst B. Hass (เอิร์นส บี. ฮาสส์) เน้นการศึกษาแบบ Neo-Functionalism หรือภารกิจนิยมใหม่ โดยมีความเห็นว่า การรวมกลุ่มเป็นการอธิบายว่า รัฐต่าง ๆ นั้นยินยอมที่จะสูญเสียการมีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ยอมสละอำนาจอธิปไตยไปบางส่วนเพื่อหาเทคนิควิธีการใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน
ทัศนะของฮาสส์จะคล้าย ๆ กับดอยช์ที่ว่า เมื่อตั้งองค์กรความร่วมมือขึ้นมาแล้วก็ต้องมีกลไกในการบริหารจัดการ สิ่งที่ต้องศึกษาต่อไปคือรัฐที่เข้าเป็นสมาชิกมีการสละอำนาจอธิปไตยให้องค์การความร่วมมือระดับภูมิภาคนี้อย่างไร รัฐต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อหวังผลตอบแทนอะไรบ้าง
2.3 Keohane และ Nye (โคเฮนและนาย) ศึกษาร่วมกันเรื่องการรวมกลุ่มในภูมิภาค อธิบายได้ว่า การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของประเทศต่าง ๆ (Interdependence) จะนำไปสู่การบูรณาการระหว่างประเทศ 
การบูรณาการในทัศนะของโคเฮนและนายหมายถึง ระดับใด ๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในมิติหนึ่งหรือมิติอื่น ๆ การบูรณาการระหว่างประเทศจะดำเนินไปเรื่อย ๆ จนถึงพัฒนาการขั้นสูงสุดคือบูรณาการทางการเมือง (Political Integration) ลักษณะนี้จะทำให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นองค์กรเหนือชาติ (Supranational Union)
กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter)

ใน การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2550 ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำอาเซียนได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่จะวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 (ค.ศ.2015) ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ โดยวัตถุประสงค์ของกฎบัตรฯ คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์การที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรฯ จะเป็นสถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental organization)
ASEAN : อาเซียน

ความเป็นมาของอาเซียน
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ประกอบด้วย นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย) ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย) นายนาชิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์) นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่าง
ประเทศสิงคโปร์) และพันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีต่างประเทศไทย) ในเวลาต่อมา ได้มีประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกเพิ่มเติมได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม (เป็นสมาชิกเมื่อ 7 มกราคม 2527) เวียดนาม (วันที่ 28 กรกฎาคม 2538) ลาว พม่า
(วันที่ 23 กรกฎาคม 2540) และกัมพูชา (เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542) ตามลำดับ จากการรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิก ทำให้
อาเซียนมีสมาชิกครบ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาเซียนก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความ ร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมส่งเสริมสันติภาพ
และความมั่นคงของภูมิภาค ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ สัญลักษณ์ของอาเซียน คือ รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน รวงข้าว 10 ต้น หมายถึง ประเทศสมาชิก 10 ประเทศ สีเหลืองหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง สีแดงหมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัต สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ และสีน้ำเงินหมายถึงสันติภาพและความมั่นคงนโยบายการดำเนินงานของอา เซียนจะเป็นผลจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล ระดับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ทั้งนี้การประชุมสุดยอด (ASEAN Summit) หรือ การประชุมของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นการประชุมระดับสูงสุดเพื่อกำหนด นโยบายในภาพรวมและเป็นโอกาสที่ประเทศสมาชิกจะได้ร่วมกันประกาศเป้าหมายและ แผนงานของอาเซียนในระยะยาวซึ่งจะปรากฏเป็นเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ แผนปฏิบัติการ (Action Plan) แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ปฏิญญา (Declaration) ความตกลง (Agreement) หรืออนุสัญญา (Convention) ส่วนการประชุมในระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสจะเป็นการประชุมเพื่อ พิจารณาทั้งนโยบายในภาพรวมและนโยบายเฉพาะด้าน

ด้านการเมืองและความ มั่นคง อาเซียนได้จัดทำปฏิญญากำหนดให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตแห่ง สันติภาพ เสรีภาพและความเป็นกลาง  (Zone of Peace. Freedom and Neutrality –ZOPFAN) ในปี 2514 จัดทำสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation-TAC) ในปี 2519 และจัดทำสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Traty on the Southeast Asian Nuclear Weapon-Free Zone-SEANWFZ) ในปี 2538 รวมทั้งได้ริเริ่มการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความ มั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี 2537

ด้าน เศรษฐกิจอาเซียนได้ลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area-AFTA) ในปี 2535 เพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเพื่อช่วยส่งเสริมการค้าภายในอาเซียนให้มี ปริมาณเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนการผลิตสินค้า และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ กับทั้งได้ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้การรวมตัวทาง เศรษฐกิจสมบูรณ์แบบและมีทิศทางทางชัดเจนด้วยการจัดตั้งเขตลงทุนอาเซียน ASEAN Investment Area-AIA ด้านสังคม อาเซียนมีความร่วมมือเฉพาะด้าน (functional cooperation) ในประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิต

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานและติดตามผลการดำเนินงาน ใน กรอบอาเซียนประกอบด้วย 1) สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างประเทศสมาชิก โดยมีเลขาธิการอาเซียน (Secretary-General of ASEAN) เป็นหัวหน้าสำนักงาน ที่ผ่านมาผู้แทนจากประเทศไทยดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนแล้ว 2 ท่าน คือ ฯพณ” นายแผน วรรณเมธี ระหว่างปี 2527-2529 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ระหว่างปี 2551-2555 2) สำนักงานเลขาธิการแห่งชาติ หรือ ASEAN National Secretariat เป็นหน่วยงานระดับกรมในกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนมี หน้าที่ประสานกิจการอาเซียนและติดตามผลการดำเนินงานในประเทศนั้น 3) สำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (Committee of Permanent Representatives-CPR) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับเอกอัครราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากประเทศ สมาชิก มีภารกิจในการสนับสนุนการทำงานของคณะมนตรีประชาคมอาเซียนและองค์กรระดับ รัฐมนตรีอาเซียนเฉพาะสาขา รวมทั้งประสานงานกับสำนักเลขาธิการอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ ตลอดจนดูแลความร่วมมือของอาเซียนกับหุ้นส่วนภายนอก ประเทศไทยได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำอาเซียนและมีคณะผู้แทน ถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาร์กาตา

ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประเทศสมาชิกเห็น พ้องกันถ้าความสำคัญของการมีส่วนร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ในการ พัฒนาศักยภาพในการร่วมมือกับปัญหาและความท้าทายตลอดจนเพื่อสร้างความแข็ง แกร่งและอำนาจต่อรองให้กับประเทศสมาชิกผู้นำอาเซียนได้ลงนามร่วมกันในปฏิญญา ว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน ฉบับที่ 2 (Declaration of ASEAN Concord II หรือ Bali Concord II) เพื่อประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community ) ภายในปี 2563 (ค.ศ.2020) โดยสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยในด้านการเมืองให้จัดตั้ง ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน” หรือ ASEAN Political-Security Community (APSC) ด้านเศรษฐกิจให้จัดตั้ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community (AEC) และด้านสังคมและวัฒนธรรมให้จัดตั้ง ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน” หรือ ASEAN Socio-Cultural Community (ASCC) ซึ่งต่อมา ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบให้เร่งรัดการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนให้เร็วขึ้น กว่าเดิมอีก 5 ปี คือ ภายในปี 2558 (ค.ศ.2015) ได้เล็งเห็นว่าสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาเซียนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถคงบทบาทนำในการดำเนินความสัมพันธ์ใน ภูมิภาคและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

อา เซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกันและมีการเคลื่อนย้าย สินค้า บริการการลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี อาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซึ่งเป็นแผนงานบูรณาการการดำเนินงานให้ด้านเศรษฐกิจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 4 ด้านคือ 1)การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมการรวมกลุ่มสาขาสำคัญของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดเป้าหมายเวลาที่จะค่อย ๆ ลดหรือยกเลิกอุปสรรคระหว่างกันเป็นระยะ ทั้งนี้ กำหนดเป้าหมายให้ลดภาษีสินค้าเป็น 0% และลดหรือเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี สำหรับประเทศสมาชิกเก่า 6 ประเทศภายในปี 2553 เปิดตลาดภาคบริการและเปิดเสรีการลงทุนภายในปี 2558 และเปิดเสรีการลงทุนภายในปี 2553 2) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยให้ความสำคัญกับ ประเด็นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในในทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (การเงิน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและพลังงาน 3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการต่าง ๆ เช่นข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration-IAI) เป็นต้น เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก และ 4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น การจัดทำเขตการค้าเสรีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายในด้านการผลิต/จำหน่ายภายในภูมิภาคให้ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Political-Security Community)

อา เซียนมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในด้านการเมืองและความมั่นคงเพื่อเสริมสร้าง และธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสามารถแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี

เพื่อรองรับการเป็น ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประเทศสมาชิกได้ร่วมจัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอา เซียน (ASEAN Political-Security Community Blueprint)  โดยเน้น 3 ประการ คือ 1) การมีกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมกัน ครอบคลุมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะร่วมกันทำเพื่อสร้างความเข้าใจในระบบสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างของประเทศสมาชิก ส่งเสริมพัฒนาการทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หลักการประชาธิปไตย การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การต่อต้านทุจริต การส่งเสริมหลักนิติธรรมและธรรมาธิบาล เป็นต้น 2) ส่งเสริมความสงบสุขและรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความมั่นคงสำหรับประชาชน ที่ครอบคลุมในทุกด้าน ครอบคลุมความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในรูปแบบเดิม ซึ่งหมายถึง มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการระงับข้อพิพาทโดยสันติเพื่อป้องกัน สงครามและให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ด้วยกันโดยสงบสุขและไม่มีความหวาดระแวง นอกจากนี้ ยังขยายความร่วมมือเพื่อต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและจัดการภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ และ 3) การมีพลวัตและปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก กำหนดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น กรอบ ASEAN+3 กับจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ตลอดจนความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับมิตรประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ



ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community)

อา เซียนมุ่งหวังประโยชน์จากการรวมตัวกันเพื่อทำให้ประชาชนมีการอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีความร่วมมือเฉพาะด้าน (functional cooperation) ภายใต้ประเด็นเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่ เยาวชน การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สตรี แรงงาน การขจัดความยากจน สวัสดิการสังคมและการพัฒนา วัฒนธรรมและสารนิเทศ กิจการพลเรือน การตรวจคนเข้าเมืองและกงสุล ยาเสพติด และการจัดการภัยพิบัติ สิทธิมนุษยชน โดยมีคณะทำงานอาเซียนรับผิดชอบการดำเนินความร่วมมือในแต่ละด้าน

อา เซียนได้ตั้งเป้าการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนในปี 2558 โดยมุ่งหวังในเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปันประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมี การพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียน (ASEAN Identity)

เพื่อรองรับการ เป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน อาเซียนได้จัดทำแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่
(1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Development)
(2) การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)
(3) สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)
(4) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)
(5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building an ASEAN Identity)
(6) การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap) โดยมีกลไกการดำเนินงาน ได้แก่ การประชุมรายสาขา (Sectural)
ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials Meeting) และระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting) คณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Council) รวมทั้งการประชุมคณะกรรมการด้านสังคมและวัฒนธรรม (Senior officials Committee for ASEAN Socio-Cultural Community)

ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน

ความ สัมพันธ์อาเซียน-จีนเริ่มขึ้นเมื่อปี 2534 และในปี 2539 ได้ยกสถานะเป็น full dialogue partner ในปี 2549 ได้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนสมัยพิเศษ ที่นครหนานหนิง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน และในปี 2554 จีน และอาเซียนจะจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/ความมั่นคง จีนเป็นประเทศคู่เจรจาแรกที่ภาคยานุวัติสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในปี 2546 และเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ประเทศแรกที่แสดงความพร้อมที่จะลง นามในพิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ด้านเศรษฐกิจ จีนเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศแรกที่เสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับอา เซียน โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน ASEAN-China Framework Agreement on Economic Cooperation เมื่อปี 2545 ซึ่งวางเป้าหมายให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน เก่า 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และบรูไน ภายในปี 2553 และกับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) ภายในปี 2558 โดยอาเซียน-จีนได้ลงนามความตกลงด้านการค้าสินค้าในปี 2547 ความตกลงด้านการค้าบริการในปี 2550 และความตกลงด้านการลงทุนในปี 2552ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนมีผลสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2553 ซึ่งทำให้อัตราภาษีศุลกากรสินค้าส่วนใหญ่เหลือ 0% (เฉพาะประเทศอาเซียนเก่า 6 ประเทศกับจีน) ในปี 2552 อาเซียน-จีนมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1.5 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2551 ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่จีนได้กลายเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของอาเซียน และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการลงทุนระหว่างกันยังอยู่ในระดับต่ำ (ปี 2551 จีนลงทุนในอาเซียน 1.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 2.4% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด)จีนเป็นประเทศคู่เจรจาประเทศที่ 3 ที่อาเซียนได้ร่วมลงนามความตกลงจัดตั้ง (www.asean-china-center.org/english) และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งศูนย์ฯ ที่กรุงปักกิ่งได้ภายใน 2-3 ปี ข้างหน้าด้านการพัฒนา อาเซียนและจีนได้กำหนดให้มีความร่วมมือใน 11 สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลงทุน การพัฒนาลุ่มน้ำโขง การคมนาคมขนส่งพลังงาน วัฒนธรรม สาธารณสุข การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมด้านความเชื่อมโยง อาเซียนได้ผลักดันเรื่องความเชื่อมโยง (connectivity) ภายในภูมิภาค และจีนได้จัดตั้งกองทุนอาเซียน-จีนเพื่อการลงทุน และโครงการสินเชื่อเชิงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายคมนาคม โทรคมนาคม พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติภายในอาเซียน โดยรับข้อเสนอโครงการทั้งจากภาครัฐและเอกชนอาเซียนและจีนกำลังจัดทำ Plan of Action to Implement the joint Declaration on ASEAN-Chiana Strategic Partnership for Peace and Prosperity (2554-2558) เนื่องจากฉบับเก่าจะหมดอายุลงในสิ้นปี 2553 นี้ โดยไทยได้มีข้อเสนอแนะในเรื่องที่สำคัญ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินในเหตุการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้นนอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้สรุปความตกลงด้านการขนส่งทางอากาศระหว่างอา เซียน-จีนแล้ว และมีกำหนดลงนามในเดือน พ.ย.2553
กฎบัตรฯ ประกอบด้วยข้อบทต่าง ๆ 13 บท 55 ข้อ มีประเด็นใหม่ที่แสดงความก้าวหน้าของอาเซียนได้แก่ (1) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (2) การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนสอดส่องและรายงานการทำตามความตกลงของรัฐสมาชิก (3) การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทต่าง ๆ ระหว่างประเทศสมาชิก (4) การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตาม กฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง (5) การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ (6) การส่งเสริมการปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบ ต่อผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้การตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น (7) การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุก เฉินได้อย่างทันท่วงที (8) การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้น และ (9) การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน 2 ครั้งต่อปีจัดตั้งคณะมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือในแต่ละ 3 เสาหลัก และการมีคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการประชุมของอาเซียน เป็นต้น

กฎบัตรอา เซียนมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 กล่าวคือ หลังจากที่ประเทศสมาชิกครบทั้ง 10 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันกฎบัตร และการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552 ที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นการประชุมระดับผู้นำอาเซียนครั้งแรกหลังจากกฎบัตรมีผลบังคับใช้

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1

สำหรับการปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศในอินโดจีนที่เปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น มีการเปิดโอกาสให้มีการลงทุนจากต่างชาติ และให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน
ทั้งนี้กล่าวได้ว่านโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของลาวและเวียดนามนั้นไม่ต่างจากการพัฒนาประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นั่นคือมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม โดยใช้นโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industry) ซึ่งเป็นการพัฒนาที่เลียนแบบ 4 เสือแห่ง
เอเชียคือเกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์
ลาวและเวียดนามเองก็มีนโยบายส่งเสริมการลงทุน มีสำนักงานส่งเสริมการลงทุน และให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยเองก็มีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 6 และไทยถือว่าเป็นอันดับ 1 ที่เข้าไปลงทุนในลาว
อย่างไรก็ตามแม้ว่าการพัฒนาประเทศตามนโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจะทำให้ลาวและเวียดนามมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ปัญหาสังคมอื่นก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา เช่นจากเดิมจะไม่มีโสเภณีแต่ปัจจุบันผู้หญิงบริการเหล่านี้มีมากขึ้น รวมทั้งประเพณีต่างๆก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย 
-ระบอบสมบูรณายาสิทธิราช ยังมีอยู่เพียงประเทศเดียวคือบรูไน มีสุลต่านฮัสนัน โบเคี่ยเป็นประมุขทั้งการบริหารและประมุขของประเทศ 
การที่บรูไนสามารถดำรงระบบสมบูรณายาสิทธิราชไว้ได้เพราะประชาชนชาวบรูไนมีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการทุกอย่างจากรัฐฟรีทั้งหมด
-ระบอบเผด็จการโดยคณะบุคคล หรืออำนาจนิยมโดยคณะบุคคล (Authoritarian Rule) คือสหภาพพม่า โดยคณะบุคคลที่เป็นทหารคือสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือ SPDC (The State Peace and Development Council ) ซึ่งเปลี่ยนชื่อจาก SLOCK- The State Law and Order Restoration Council หรือสภาฟื้นฟูกฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งรัฐ เมื่อ 5ปีที่ผ่านมา แต่รูปแบบของการปกครองไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของพม่าก็คือเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดด่างพร้อยของภูมิภาคนี้คือวิกฤติการณ์ 8/8/88 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 
วิกฤติการณ์ 8/8/88 เป็นเหตุการณ์รุนแรงในพม่าที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 ซึ่งเกิดจากนโยบายปิดประเทศของพม่าที่เรียกว่าสังคมนิยมแบบพม่าที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในปี 2537 ที่เศรษฐกิจของพม่าเกิดความตกต่ำ การส่งสินค้าออกลดลงเป็นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติตกต่ำ นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาทางการเงินการคลัง เช่นภาวะเงินเฟ้อข้าราชการไม่มีเงินเดือน และพม่ากลายเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในโลก หรือ LDC –Less Developed Country ซึ่งช่วยให้พม่าได้รับการประนีประนอมในเรื่องหนี้สิน
ปี 1988 ค่าเงินของพม่าตกต่ำลงถึง 500% จนพม่าต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยการกู้เงินจากญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐ
รัฐบาลพม่าได้ใช้วิธีการยกเลิกธนบัตรจั๊ตบางราคาทำให้ประชาชนที่ถือธนบัตรในมือได้รับความเดือดร้อน และประชาชนเริ่มรวมตัวกันเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาในทางเศรษฐกิจ และได้ลุกลามเป็นการเรียกร้องทางการเมือง 
เดือนมีนาคมนักศึกษาเกิดการปะทะกับทหารพม่าจนถึงขั้นเสียชีวิตทำให้การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยขยายตัวไปทั่วประเทศโดยเฉพาะนักศึกษาและพระสงฆ์ในพม่าที่ถือว่ามีบทบาททางการเมืองสูงมาก
เดือนกรกฎาคม ปี 1988 นายพลเนวินที่อยู่ในตำแหน่งมายาวนานกว่า 26 ปีลาออกจากตำแหน่ง แต่การเดินขบวนก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระมั่งวันที่ 8 เดินสิงหาคม แต่รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองแทนเนวินใช้วิธีการปราบปราบประชาชนอย่างรุนแรงมีประชาชนตายนับพันคน และมีหลายส่วนที่ต้องอพยพมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย
ต่อมานายพลซอหม่องก็เข้ายุดอำนาจในเดือนกันยายน และมีการประนีประนอมโดยประกาศจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งในปี 1990 และมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจำนวนมาก และทหารเองก็ตั้งพรรค NUP-National Unity Party หรือพรรคเอกภาพแห่งชาติขึ้นมาเมื่อ 26 กันยายน 1988 นอกจากนี้ยังมีพรรค NLD –National League for Democracy Partyหรือพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย และยังมีพรรคการเมืองอื่นกว่า 200 พรรค
วันที่ 27 พฤษภาคม 1990 จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของพม่าที่จัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากปกครองในระบอบเผด็จการมายาวนาน
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนชาวพม่ามีความตื่นตัวมากโดยผู้มีสิทธิ 28 ล้านกว่าคนออกมาใช้สิทธิถึง 70% และพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด จาก 485 ที่นั่ง คือพรรค NLP ได้ 392 ที่นั่ง โดยพรรคของทหารได้เพียง 10 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นของพรรคเล็กๆอื่นๆ
อย่างไรก็ตามปรากฎว่ารัฐบาลเผด็จการของซอหม่องในเวลานั้นไม่ยอมมอบอำนาจพรรค NLD จัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาบริหารประเทศโดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญยังร่างไม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอีกครั้งเมื่อประชาชน นักศึกษาและพระสงฆ์ออกมาประท้วง ขณะที่ผู้นำของพรรคคือนางอองซานซูจีก็ถูกกักบริเวณหลายครั้ง
การต่อสู้ของอองซานซูจีเพื่อประชาธิปไตยทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 1991 และได้รับรางวัลจากรัฐสภายุโรป 

นั่นคือการปกครองของพม่าซึ่งสร้างปัญหาให้กับภูมิภาคนี้มากพอสมควร และกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในความสัมพันธ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ในฐานะที่พม่าเป็นสมาชิกของอาเซียน
สภาพเศรษฐกิจ สังคม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นมีความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม เนื่องจากบางส่วนได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดีย คือประเทศที่นับถือศาสนาพุทธคือไทย พม่า ลาวและกัมพูชา ส่วนเวียดนามนั้นได้รับอิทธิทางด้านวัฒนธรรมจากจีน จนเรียกว่าเป็นมังกรน้อยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากจีนปกครองเวียดนามเป็นพันปี ขณะอิทธิพลของอิสลามก็ปรากฏอยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่ปรากฏอยู่ในฟิลิปปินส์ ขณะที่สิงคโปร์นั้นเป็นสังคมพหุมีคนหลายเชื้อชาติศาสนาไปอยู่รวมกัน
ในแง่ของระดับการพัฒนาเศรษฐกิจก็มีความแตกต่างกัน นั่นคือมีบางประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง บางประเทศก็มีระดับการพัฒนาที่ต่ำมาก
ความหลากหลายและแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาและระดับการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้เป็นอุปสรรค ที่สำคัญประการหนึ่งในการรวมตัวกันของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ซึ่งพอจะสรุปปัญหาได้ดังต่อไปนี้
ปัญหาสำคัญของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นประเทศด้อยพัฒนา เศรษฐกิจผูกพันกับการเกษตร และต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ ทำให้ถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจตลอดเวลา ยกเว้นสิงคโปร์เท่านั้นที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับสูง
2.ประเทศสมาชิกในภูมิภาคนี้ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งปัญหาความไม่เป็นเอกภาพเป็นสภาพภายในแต่ละประเทศด้วย เช่นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จะมีปัญหาความขัดแย้งในประเทศอยู่เสมอ แม้กระทั่งมาเลเซียเองก็มีความขัดแย้งในด้านเชื้อชาติ รวมถึงในพม่าด้วย
3.ปัญหาทางการเมืองการปกครอง ประเทศในภูมิภาคนี้จะนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้การปกครองประเทศ แต่มักจะเกิดปัญหาในการนำเอามาใช้ทำให้การเมืองยังไม่มีการพัฒนา ขณะเดียวกันก็มีรูปแบบการเมืองการปกครองที่หลากหลาย
4.ประเทศในภูมิภาคนี้จะตกอยู่ในวังวนของการแทรกแซงโดยมหาอำนาจตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นในยุคอาณานิคมก็ตกเป็นอาณานิคม พอหมดยุดล่าอาณานิคมก็ถูกครอบงำด้วยจักรวรรดิแบบใหม่ (Neo-Imperialism) ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการพึ่งพากันระหว่างประเทศ แต่ในการพึ่งพากันนี้ฝ่ายมหาอำนาจจะได้เปรียบ และประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถหลุดออกจากวังวนของการพึ่งพา โดยถูกแทรกแซงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศมีรูปแบบการเมืองการปกครองถึง 5 แบบคือ
 1.ระบบรัฐสภา มี 4 ประเทศคือไทย ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 
2.มาเลเซียใช้รัฐธรรมนูญปี 2500
3. สิงคโปร์ ใช้รัฐธรรมนูญปี 2508
4. กัมพูชา รัฐธรรมนูญปัจจุบันคือฉบับปี 2536
ใน 4 ประเทศ 2 ประเทศคือไทยกับกัมพูชาประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์ สืบทอดตำแหน่งโดยสืบสันติวงค์ ส่วนมาเลเซียประมุขก็เป็นกษัตริย์เช่นกันแต่ที่มีที่มาจากสุลต่านรัฐต่างๆ 9 รัฐ ส่วนสิงคโปร์มีประธานาธิบดีเป็นประมุขจะมาจากการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสิงคโปร์คือ เอชอาร์ นาทาน (เชื้อสายอินเดีย) 
สำหรับรัฐสภาของทั้ง 4 ประเทศก็จะมีความแตกต่างกัน โดยไทย มาเลเซีย และกัมพูชาเป็นระบบสภาคู่ คือมีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่วนสิงคโปร์จะมีสภาเดียว
ไทย สิงคโปร์และกัมพูชาเป็นรัฐเดียว แต่มาเลเซียเป็นรัฐรวมหรือสหพันธรัฐ ซึ่งจะกระจายอำนาจการปกครองไปยังรัฐต่างๆ
-ระบบประธานาธิบดี ประกอบด้วยอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ระบบนี้ประธานาธิบดีจะเป็นทั้งประมุขของรัฐและประมุขทางการบริหาร ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอินโดนีเซียคือนางเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี และของฟิลิปปินส์คือนางกลอเรีย มาเกาปาเกาอาโรโย่ ซึ่งทั้ง 2 คนล้วนเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดี
ทั้งนี้หากพม่าไม่มีปัญหาทางการเมืองภายในภูมิภาคนี้น่าจะมีผู้นำหญิงอย่างน้อย 3 คนอีกคนคือนางอองซานซูจี
-ระบอบคอมมิวนิสต์ มี 2 ประเทศคือเวียดนามและลาว ซึ่งมีระบบพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์ เพียงแต่ทั้ง 2 ประเทศมีการปรับเปลี่ยนนโยบายไปมากหลังจากการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียต กล่าวคือทั้ง 2 ประเทศได้เปิดกว้างออกสู่โลกภายนอกมากขึ้น
กล่าวคือทั้ง ลาวและเวียดนามต่างเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจในแบบเปิดกว้างมากขึ้น โดยเวียดนามได้ตั้งชื่อนโยบายว่าโด๋ยโม่ยตือดุ่ย และของลาวคือนโยบายจินตนาการใหม่ ซึ่งปัจจุบันลาวได้ชื่อนโยบายเป็นกลไกลใหม่เพื่อการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ส่วนของกัมพูชาเองก็มีเช่นกันคือแกธำรงทะไม

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1

หลังสงครามโลกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างได้รับเอกราช ทั้งได้มาโดยสันติเช่นพม่า มาลายา และฟิลิปปินส์และโดยการรบพุ่งทำสงคราม คือเวียดนาม เพราะฝรั่งเศสไม่ยอมปลดปล่อยเวียดนามทำให้เกิดการสู้รบในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมแพ้เมื่อที่มั่นสุดท้ายคือเดียนเบียนฟูแตก และต้องให้เอกราชกับประเทศอินโดจีน
อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาก็เข้ามาแทรกแซงและแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วนและทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ คือสงครามเวียดนามในปี 1964 ซึ่งเป็นสงครามที่โหดร้ายรุนแรงมาก
ช่วงนั้นประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทร่วมกับอเมริกาในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยการเข้าร่วมกับองค์กรเซียโต้ และส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม ในนามกองพันเสือดำและกองพันจงอางศึก
สงครามเวียดนามดำเนินอยู่เป็นระยะเวลานาน ใช้วิธีการสู้รบทุกรูปแบบ และกลายเป็นสงครามที่สร้างความเสียหายให้มวลมนุษยชาติมากมาย โดยเฉพาะในช่วงปี 2511-2513 ที่ตรงกับยุคของประธานาธิบดีนิกสัน ที่มีการทิ้งระเบิดลงไปในเวียดนามกว่า 1 แสนตันหรือ 100 ล้านกิโลกรัม มากกว่าการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 รวมกัน 
ต่อมานิกสันก็ประกาศนโยบาย Vitenamizationเพื่อถอนทหารออกจากสงคราม เนื่องจากชาวอเมริกันต่อต้านสงครามอย่างหนักในเวลานั้น มีการเดินขบวนต่อต้านสงคราม การหนีทหารของคนอเมริกัน 
สงครามเวียดนามนั้นก่อให้เกิดโศกนาถกรรมคนเวียดนามบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เวียดนามกลายเป็นประเทศมีคนพิการมากที่สุดในโลก มีเด็กกำพร้ามากที่สุดในโลก มีแม่ม่ายมากที่สุดในโลก มีลูกครึ่งมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีเศษเหล็กจากสงครามมากที่สุดในโลก และทำรายได้ให้เวียดนามในเวลาต่อมา
หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนามประเทศต่างๆหวังว่าจะเกิดความสงบสุขในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยเองที่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับอเมริกาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ในช่วงปลายสมัยของรัฐบาลเผด็จการจอมพลถนอมจึงเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 
ต่อมาเราก็ได้รัฐบาลประชาธิปไตยและได้ปรับนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะนโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน
เหตุการณ์ที่สำคัญหลังสงครามเวียดนามที่ไม่สามารถทำให้ภูมิภาคนี้สงบสุขได้คือความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์ 2สายคือสายจีนและสายสหภาพโซเวียต นั่นคือความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์เขมรที่นิยมจีนกับคอมมิวนิสต์เวียดนามที่นิยมในสหภาพโซเวียต โดยเวียดนามได้นำกองกำลังนับแสนคนบุกเข้ายึดครองกรุงพนมเปญและขับไล่รัฐบาลเขมรแดงและสนับสนุนกลุ่มเฮงสัมรินในนามแนวร่วมแห่งชาติเพื่อการกู้ชาติกัมพูชา (Kampucean National United front for National Salvation ) ในเดือนมกราคม 1979
การกระทำของเวียดนามจีนไม่พอใจมากจึงส่งทหารเข้ามาโจมตีเวียดนามที่เรียกว่าสงครามสั่งสอนในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 นั่นคือส่งทหารเข้ามาโจมตีด้วยความรวดเร็วและส่งทหารกลับทันที 
ต่อมาเวียดนามก็ใช้สงครามกองโจรสั่งสอนจีนกลับ ซึ่งทำให้จีนได้รับความเสียหายจนทำให้เติ้งเสี่ยวผิงผู้นำจีนต้องนำบทเรียนนี้มาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย
เวลานั้นเวียดนามนับว่ามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่เนื่องจากทหารเวียดนามชำนาญในการสู้รบและกรำศึกมาเป็นเวลายาวนาน
สำหรับสงครามกัมพูชาก่อให้เกิดปัญหาความไร้เสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้นำไปสู่ความพยายามในการเจรจาสงบศึก ทั้งจากอาเซียน สหประชาชาติ รวมทั้งประเทศไทยก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการดึงเอาเขมรแต่ละฝ่ายมาคุยกันจนกระทั้งนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 1993 ทำให้กัมพูชาเปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์มาเป็นประเทศประชาธิปไตยภายใต้ระบอบรัฐสภา
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังยุติสงครามกัมพูชาเป็นประเทศแรกของโลกที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญพร้อมๆกัน 2 คนเนื่องจากในการเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้ต้องประนีประนอมให้มีนายกรัฐมนตรี 2 คนคือสมเด็จฮุนเซนจากพรรคประชาชนกัมพูชาและเจ้านโรดม รณฤทธิ์จากพรรคฟุนซินเปก
ปัจจุบันการเมืองของกัมพูชา เมื่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคการเมือง 2 พรรคสามารถประนีประนอมกันได้แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะไม่ชี้ขาดเช่นเดิมก็ตามนั่นคือกัมพูชามีนายกเพียง 1 คนคือสมเด็จฮุนเซ็น และเจ้ารณฤทธิ์ได้ผันตัวเองไปเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
ความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีตทำให้ตกเป็นเป้าหมายของมหาอำนาจในการเข้ามาแสวงหาประโยชน์มาตั้งแต่ในอดีต ตั้งแต่ยุคจักรวรรดินิยม ยุคสงครามเย็น จนถึงปัจจุบัน ทำให้ภูมิภาคนี้มีปัญหาความขัดแย้งหลายประการ ทั้งนี้สามารถสรุปความสำคัญของภูมิภาคนี้ได้ 2 ประการคือ
1.เป็นภูมิภาคที่ตั้งอยู่ทำเลที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เพราะตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง 2 ทวีป สามารถคุมเส้นทางคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ
2.เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งน้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก
ปัจจุบันลาวนับว่ามีทรัพยากรที่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ น้ำมันและแหล่งน้ำ ต่าง ๆ จนมีการวิเคราะห์ว่าลาวจะมีอนาคตที่ดีในทางเศรษฐกิจ ในอีก 10 ปีข้างหน้า รายได้ของลาวจะสูงมากในภูมิภาคนี้และเป็นอันดับต้นของโลก เนื่องจากลาวมีพลังงานน้ำมากที่สุดในภูมิภาค เช่นสีพันดอนที่เป็นปากแม่น้ำโขง และมีน้ำตกหลี่ผีและน้ำตกดอนพะเพ็ง และลาวสามารถสร้างเขื่อนพลังน้ำและขายไฟฟ้าให้กับประเทศในภูมิภาคซึ่งจะทำให้มีรายได้มหาศาลสามารถเลี้ยงดูประชากรที่มีอยู่น้อยมากได้อย่างสบาย
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน
-ประชากร ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยประเทศเอกราช 11 ประเทศ มีประชากรรวมกันเกือบ 500 ล้านคน 
1.อินโดนีเซียมีประชากร 209.4 ล้าน เป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และประชากร มากเป็นอันดับ 3 ในเอเชียและประชากร อันดับ 4 ของโลก
2.รองลงคือเวียดนามมีประชากร 80.3 ล้านคน 
3.ฟิลิปปินส์ประชากร 75.8 ล้านคน
4. ประเทศไทย ประชากร 62.6 ล้านคน 
5.พม่า 46.8 ล้านคน
6.มาเลเซีย 21 ล้านคน 
7.กัมพูชา 11.2 ล้านคน 
8.ลาว 5.1 ล้านคน 
9.สิงคโปร์ 3.5 ล้านคน
10. ติมอร์ตะวันออก 7.5 แสนคน 
11.และประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดบรูไนมีประชากร 3 แสนคน
จากขนาดของประชากรเกือบ 500 ล้านน้อยกว่าจีนเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นทำให้ภูมิภาคนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีพลังอำนาจต่อรองในแง่ของขนาดประชากรมากทีเดียว
สำหรับเผ่าพันธุ์และที่มาของประชากรนั้นภูมิภาคนี้จะมีหลากหลายประมาณ 4 เผ่าพันธุ์คือ
-ชนพื้นเมืองที่ถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่
-ชนกลุ่มน้อย เช่นชาวเขาเผ่าต่าง มีมากในพม่า ไทย ชนพวกกะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ซึ่งในพม่ามีปัญหาชนกลุ่มน้อยค่อนข้างมาก และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-พม่าในหลายๆด้าน โดยเฉพาะปัญหาที่พม่ามองว่าประเทศไทยให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยเพื่อต่อต้านรัฐบาลพม่า 
-ชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากจีนและอินเดีย โดยคนจีนนั้นหนีภัยแห้งแล้งและความอดอยากมาจากจีน ส่วนคนอินเดียนั้นส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาทำงานให้กับเจ้าอาณานิคม เช่นคนอินเดียในมาเลเซีย
-ผู้ใช้แรงงานในประเทศต่างๆ เช่นแรงานพม่า แรงงานลาวและเขมรที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย หรือแรงงานไทยในบรูไนและสิงคโปร์ โดยเฉพาะแรงงานที่ผิดกฎหมายได้สร้างปัญหาหลายประการให้กับประเทศที่อพยพเข้าไป
รูปแบบการเมืองการปกครองในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1

วิชาการเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มมร.สธ.ป.โท รัฐศาสตร์ สาขาวิชาการปกครอง รุ่นที่9 กลุ่มที่ 1



                                       เสนอ
ท่านอาจารย์ พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร

                                จัดทำโดย
นาย นพคุณ วงษ์วรรณา
..ทองผาภูมิ วิทา
.ส  นิภานล ไชยมงคล
.ส ศิริรัตน์ โชติกเสถียร

การเมืองและนโยบายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สภาพทั่วไปทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเมืองมาประมาณ 5 ช่วงด้วยกัน
ยุคที่1 เป็นยุคโบราณ ภูมิภาคนี้ได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมจากอินเดียและจีน โดยผ่านการนับถือศาสนาพุทธ ประมาณ 400 ปีก่อนค.ศ.-ศตวรรษที่ 14
ยุคที่ 2 คือศตวรรษที่ 14-16 เป็นช่วงที่มหาอำนาจตะวันตกได้ขยายอิทิพลเข้ามาในภูมิภาคนี้ เช่นสเปนนั้นได้ขยายเข้ามายึดครองฟิลิปปินส์กว่า 300 ปี ทำให้ฟิลิปปินส์ได้รับวัฒนธรรมในแบบคริสต์ศาสนาและมีวิถีชีวิตแบบตะวันตก ขณะเดียวกันวัฒนธรรมของศาสนาอิสลามก็เข้าแผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคนี้เช่นกัน ปัจจุบันวัฒนธรรมอิสลามจะอยู่ในบริเวณมาเลเซีย อินโดนีเซีย และหมู่เกาะทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์
ยุคที่ 3 คือศตวรรษที่ 17-19 เป็นยุคล่าอาณานิคม หรือยุคจักรวรรดินิยม (Imperialism) เป็นยุคที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภูมิภาคนี้มากที่สุด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมาย เช่นฮอลันดาก็เข้าปกครองอินโดนีเซีย ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองดินแดนในคาบสมุทรอินโดจีน อังกฤษเข้ามามาลายา สิงคโปร์ และพม่า ส่วนอเมริกาก็เข้ามาครอบครองฟิลิปปินส์
ส่วนประเทศไทยแม้ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นเหมือนกับเพื่อนบ้าน แต่เราต้องสูญเสียดินแดนจำนวนมากเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยเอาไว้ โดยต้องเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส 4 ครั้งรวม 3 แสนกว่าตารางกิโลเมตร มากกว่าที่ดินแดนที่เรามีอยู่ในปัจจุบันคือ
-แคว้น 12 จุไทยปี 2431 เนื้อที่ 87,000 ตร.กม.
-ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ปี 2436 จำนวน 143,000 ตร.กม.
-ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจำนวน 2447จำนวน 125,400 ตร.กม. 
-สูญเสียมณฑลบูรพา (อยู่ในเขมรปัจจุบัน) ในปี 2449 จำนวน 51,000 ตร.กม.
นอกจากนี้ยังสูญเสียหัวเมืองมาลายู คือปะลิด กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ให้อังกฤษ ประมาณ 34,000 ตร.กม. 
ยุคที่ 4 คือสมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (1942-1945) เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาขับไล่กองกำลังของตะวันตกและเข้ามาปกครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะหนึ่ง โดยพยายามเผยแพร่แนวคิดชาตินิยม และต่อต้านตะวันตก ซึ่งได้ผลในระยะแรกแต่ต่อมาก็มีการต้อต้านญี่ปุ่น เช่นของไทยก็มีขบวนการเสรีไทย 
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภูมิภาคนี้จึงเป็นสนามรบระหว่างพันธมิตรกับญี่ปุ่นทำให้เป็นภูมิภาคที่ต้องได้รับความเสียหายจากสงครามอย่างใหญ่หลวง ยกเว้นประเทศไทยที่สูญเสียน้อยที่สุด
ยุคที่ 5 คือช่วงหลังสงครามโลกมาจนถึงปัจจุบัน ช่วงนี้จะผ่านยุคสงครามเย็นโดยมหาอำนาจตะวันตกพยายามกลับเข้ามายึดครองดินแดนอาณานิคม แต่ถูกต่อต้านด้วยกระบวนการชาตินิยมอย่างเข้มแข็ง ประเทศไทยของเราเองในสมัยรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ก็มีนโยบายต่อต้านจักรวรรดินิยม โดยสนับสนุนขบวนการชาตินิยมในอินโดจีนที่เรียกว่าขบวนการเวียดมินจ์ ทำสงครามต่อต้านฝรั่งเศส